แนวโน้มการตลาดของโรงงานอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในปัจจุบัน

ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยนั้น ช่วยสร้างงานให้กับแรงงานเป็นจำนวนมากเลยทีเดียวซึ่งมีมีผู้ผลิตและโรงงานจำนวนมาก ส่วนมากผู้ผลิตดังกล่าวจะกระจุกตัวอยู่ในเขตอุตสาหกรรมในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งพบว่ามีจำนวนของผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบตั้งโรงงานอยู่มากที่สุด โดยทั่วไปผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ฃจะมีตลาดในการจัดจำหน่ายชิ้นส่วนอยู่ ได้แก่ 1.ตลาดชิ้นส่วนเพื่อนำไปใช้ประกอบยานยนต์ โดยผู้ผลิตต้องผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ป้อนให้กับรถยนต์และจักรยานยนต์รุ่นใหม่ๆ เพื่อนำไปประกอบยานยนต์ส่งออกและจำหน่ายในประเทศ ทั้งนี้ ความต้องการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ในกลุ่มนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์2. ตลาดอะไหล่ทดแทน เพื่อการทดแทนชิ้นส่วนเดิมที่เสีย หรือสึกหรอตามสภาพการใช้งาน ผู้ผลิตจะทำการผลิตเพื่อป้อนให้กับตลาดทดแทนนี้มีทั้งผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก จึงทำให้ชิ้นส่วนที่ผลิตได้นั้นมีคุณภาพที่หลากหลายทั้งอะไหล่แท้ อะไหล่ปลอม

โรงงานอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยได้มีการขยายการลงทุนและมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสามารถผลิตชิ้นส่วนให้มีความหลากหลาย ตลอดจนมีคุณภาพและมาตรฐานการผลิตอยู่ในระดับที่ผู้ผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ระดับโลกยอมรับ ทำให้สามารถส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆ ได้เพิ่มขึ้น นอกจากนั้น ยังมีการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเข้าไปในร้านค้าอะไหล่ทั่วประเทศ รวมทั้งอู่ซ่อมรถยนต์รถจักรยานยนต์ ทั้งนี้ความต้องการใช้ชิ้นส่วนในตลาดนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ยานยนต์ภายในประเทศ

จะเห็นได้ว่าแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์โลกยังเติบโตและขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึงแม้ เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยทำให้ค่ายรถยนต์ต่างๆ ทั้งจากเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ ต่างพยายามนำเสนอกลยุทธ์ต่างๆ ในการจูงใจลูกค้าเพื่อกระตุ้นยอดขายให้ได้มากที่สุด แม้แต่ประเทศที่มีอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นของตนเองรัฐบาลยังต้องออกมาตรการหลายรูปแบบเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศตน ทั้งนี้โรงงานอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์นับว่าเป็นอุตสาหกรรมที่น่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการ เพราะอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นสิ้นค้าที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศได้อย่างดีเลยทีเดียว เนื่องจากมีผู้ใช้ยานยนต์เป็นจำนวนมาก ดังนั้นการที่อุตสาหกรรมยานยนต์ประเทศไหนที่มีการพัฒนาอะไหล่ได้ทุกชิ้นส่วนย่อมจะส่งผลให้ประเทศนั้นมีฐานเศรษฐกิจของประเทศที่ดีขึ้น

ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนมไทยทั้งระบบในกลุ่มประเทศอาเซียน


อุตสาหกรรมนมไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน มีการพัฒนาที่ดีที่สุดในประชาคมอาเซียน   ประเทศไทยผลิตน้ำนมดิบได้ประมาณ 2,800 ตันต่อวัน สูงกว่าทุกประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียน ในแง่ของพันธุกรรมของประชากรโคนมไทย พบว่าได้ผ่านการพัฒนามาอย่างยาวนาน และต่อเนื่อง นับได้ว่าเรามีประชากรโคนมที่มากและดีกว่าทุกประเทศในอาเซียน ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาไทยเราได้ส่งออกโคนมไปประเทศเวียดนาม และมาเลเซียจำนวนหนึ่ง แต่ไม่ต่อเนื่องด้วยขาดการประชาสัมพันธ์และการทำการตลาดเชิงรุก ในส่วนของน้ำเชื้อแช่แข็งจากพ่อพันธุ์ที่ผ่านการทดสอบพันธุกรรมที่ผลิตโดยกรมปศุสัตว์และอ.ส.ค. ถือได้ว่ามีศักยภาพการทำตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียนสูงมาก เพียงแต่ที่ผ่านมาเรายังขาดกลไกทางการตลาดมาดำเนินการ ในพัฒนาการของอุตสาหกรรมนมไทย เราได้สั่งสมประสบการณ์และโนว์ฮาว ในทุกภาคส่วนของห่วงโซ่อุปทาน  ตั้งแต่การเลี้ยงและจัดการฟาร์ม การรวบรวมและแปรรูปน้ำนม มีโรงงาน แปรรูปทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็กที่ได้การรับรองมาตรฐานอยู่ 75 โรง มีกำลังผลิตรวมมากกว่า 2,800 ตันต่อวัน มีศักยภาพการผลิตที่สามารถส่งออกได้สูงมาก เพียงแต่ที่ผ่านมายังไม่ได้มีการเตรียมการและรวมตัวกันทำการตลาดในเชิงรุก
เรามีภาคเอกชนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงโคนมอย่างครบวงจร และมีบริษัทที่ขายและติดตั้งระบบรวบรวมน้ำนมดิบ ขนส่งน้ำนมดิบ อุปกรณ์แปรรูปและบรรจุนมที่มีประสบการณ์และมีชื่อเสียง แต่เช่นกัน ในภาคธุรกิจเอกชนเหล่านี้ ยังไม่มีการรวมตัวกัน หรือยังขาดกำลังในการไปเปิดตลาดในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน

อุตสาหกรรมนมไทยจะก้าวไกลสู่ประชาคมอาเซียนได้
จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาถึงแม้ว่าเราวิเคราะห์ได้ว่า เราเป็นต่อเขาหรือเรามีศักยภาพสูงกว่าทุกประเทศในอาเซียน ในการไปทำตลาดตลอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมโคนมและนมโค  แต่เราไม่ได้มีการจัดเตรียม วางรูปแบบกลไกที่จะทำงานนี้เลย  ถ้าเราทิ้งโอกาสในการวางระบบไว้รองรับ ภายในปี 2558 เมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เราจะพบว่า ตลาดเหล่านี้ในอาเซียนจะถูกรุมทึ้งโดยประเทศที่แข็งกว่าเราทางด้านเทคโนโลยีเช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอเมริกา เป็นต้น หรือโดยประเทศใกล้ๆ ที่ผลิตสินค้าได้ถูกกว่าเราเช่น จีน และอินเดีย  สภาพตลาดในอนาคตภายใต้ AEC  ถ้าเราปล่อยให้ต่างคนต่างทำ โดยคนไทยไม่รวมพลังกัน ไม่ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ธุรกิจขนาดกลางและเล็ก และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเกือบสามหมื่นครอบครัวคงไม่แข็งแรงพอ ที่จะใช้ประโยชน์ในความเป็น AEC  ดังนั้นการสร้างความตระหนัก และมียุทธศาสตร์ชาติในเรื่องนี้  พร้อมทั้งรีบสร้างระบบหรือกลไกที่มีความคล่องตัว ที่เป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมนมทั้งระบบมารองรับ จะต้องเกิดขึ้น จึงจะถือได้ว่า เรามีวิสัยทัศน์

การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asian Economic Community; AEC) ภายในปี 2558 เป็นโอกาสสำคัญของการขยายตัวของธุรกิจการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมนมของประเทศไทย ในการเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วมกันของอาเซียน หากอุตสาหกรรมนมในประเทศไทยมีการเตรียมพร้อม โดยการกำหนดแผนกลยุทธ์และนโยบายที่เหมาะสมในการลงมือปฏิบัติ จะสามารถทำให้อุตสาหกรรมนมของประเทศไทยมีอำนาจการต่อรองในเชิงธุรกิจกับเจ้าของสินค้าที่ไม่ได้อยู่ในประชาคมอาเซียน และเป็นการเปิดโอกาสในการแข่งขันในอุตสาหกรรมนมอย่างเสรี เปิดโอกาสในการลดต้นทุนการผลิตได้จากนโยบายปลอดภาษีนำเข้าและส่งออกของสินค้าและปัจจัยการผลิต

การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม

22

ภาคอุตสาหกรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งมีสัดส่วนคิดเป็น 99.8% ของจำนวนวิสาหกิจทั้งประเทศ และเป็น 78.2% ของการจ้างงานของภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด ทั้งนี้ จากการประเมินสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงในช่วง 3 ปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (2550-2552) โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สะท้อนให้เห็นว่าผลิตภาพการผลิตโดยรวมของภาคอุตสาหกรรมยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร โดยมีการขยายตัวโดยเฉลี่ยเพียง 1.1% และประเทศไทยยังต้องพึ่งพิงการนำเข้าในสัดส่วนที่สูง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 (2555-2559) และแผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย พ.ศ. 2555-2574 จึงได้กำหนดแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อมุ่งสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สมดุลและยั่งยืนดังนี้

ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืนโดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สร้างและพัฒนาบุคลากรที่สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ ส่งเสริมการยกระดับองค์ความรู้และทักษะผู้ประกอบการ รวมทั้งพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างนวัตกรรม เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลภาคอุตสาหกรรม โดยการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานที่ส่งเสริมประสิทธิภาพและยกระดับมาตรฐานการผลิต สนับสนุนการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการสร้างคุณค่าสินค้าอุตสาหกรรม เพื่อลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ รวมทั้งประสานความร่วมมือการพัฒนาระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบันเฉพาะทางในการฝึกอบรมบุคลากรให้มีทักษะ มีการใช้ความคิดสร้างสรรค์และองค์ความรู้

พัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และนักวิจัยให้เพียงพอทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิต และพัฒนาบุคลากรวิจัยในสาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ที่มีบูรณาการการเรียนรู้กับการทำงานจริงในสถานประกอบการ ทั้งนี้ ในสภาวะที่ค่าจ้างแรงงานของคนไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นลำดับ และการควบคุมในด้านสิ่งแวดล้อมมีความเข้มงวดมากขึ้น การที่อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมจะสามารถมีธุรกิจที่แข่งขันได้และมีความยั่งยืน ก็จำเป็นที่จะต้องมีการลงทุนด้านวิจัย และพัฒนาเพื่อให้ได้มาซึ่งเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าสูงขึ้น ทั้งนี้ การลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนามีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้มาซึ่งบุคคลากรที่มีความชำนาญในเรื่องวิจัยและพัฒนา โดยที่ค่าใช้จ่ายในอัตราที่สูงนี้เป็นผลให้ภาคอุตสาหกรรมขนาดกลาง และขนาดย่อมไม่สามารถแบกภาระนี้ไว้ได้ เป็นผลให้ในปัจจุบันอุตสาหกรรมเหล่านี้ไม่ดำเนินการเรื่องเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาเพื่อประสิทธิภาพ และ/หรือประสิทธิผลของการผลิตเลย ดังนั้น การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม ให้สามารถแข่งขันและพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ ภาครัฐบาลมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีส่วนช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม ในด้านการวิจัยและพัฒนา และการสร้างกำลังคนสำหรับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ก็มีเป้าหมายที่จะเร่งสร้างนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยและครูวิทยาศาสตร์ให้เพียงพอกับความต้องการของประเทศ เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและนำพาประเทศไทยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้แบบสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่

วิธีที่ฟื้นฟูธุรกิจอุตสาหกรรม ด้วยเงินลงทุนไม่มาก


การทำธุรกิจอุตสาหกรรมที่กำลังฟื้นฟูจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมาก จึงต้องทำการตลาดอย่างหนัก ซึ่งจะช่วยในการประหยัดด้านการใช้จ่ายในการดำเนินงานได้มาก อีกทั้งยังวัดผลได้ในเวลาอันรวดเร็ว โดยการทำการตลาดอุตสาหกรรมที่กำลังฟื้นฟู มีวิธีการดังนี้

การตลาดผ่านทางสังคมออนไลน์ เป็นการทำการตลาดที่ไม่ต้องเสียเงินลงทุนมาก และยังส่งถึงผู้รับสารเป็นจำนวนมาก ซึ่งเครือข่ายทางโซเชียลเริ่มเป็นที่นิยมของคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการสร้างเครือข่ายสังคมออนไลน์จึงเป็นวิธีทำการตลาดที่น่าสนใจมาก โดยการอัพเดตข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สินค้าลดราคา เป็นต้น เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารกระจายออกไปในลักษณะบอกต่อ ซึ่งช่วยให้คนหันมาสนใจเป็นวงกว้าง แต่การทำการตลาดนี้ต้องมีความพอดี ไม่สื่อไปในทางยัดเยียดให้กับผู้บริโภคจนเกินไป

การทำการตลาดด้วยวิธีจัดแคมเปญลดราคา เป็นทางเลือกที่ดีมากในการกระตุ้นยอดขาย เพราะไม่มีใครไม่ชอบของถูก โดยเฉพาะคนไทย ทำให้ลูกค้าต่างมาซื้อสินค้ากันอย่างมากมาย ดังนั้นผู้ประกอบการควรเตรียมสถานที่และสินค้าให้พร้อม และต้องอาศัยการวางแผนให้ดีในการจัดแคมเปญนี้

การจัดอีเวนต์การกุศล ที่ช่วยดึงผู้คนจากภาคส่วนต่างๆ ให้มาทำกิจกรรมสร้างประโยชน์เพื่อส่วนรวม เป็นกิจกรรมแนวจิตอาสาที่ทรงอิทธิพลที่สุด ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่บริษัท เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ทำให้ดึงดูดผู้บริโภค ซึ่งส่งผลในระยะยาว

การออกบูธแสดงสินค้า เป็นการทำการตลาดที่ดีอีกวิธีหนึ่ง เพราะนอกจากจะช่วยสร้างรายได้แล้ว ยังเป็นการประชาสัมพันธ์กิจการให้ผู้บริโภคทราบด้วย แหล่งงานออกบูธต่างๆยังเป็นแหล่งรวมผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ผู้ชมงานมีวัตถุประสงค์ในสินค้าอยู่แล้วด้วย ดังนั้นจึงเป็นโอกาสอันดีที่ผู้ประกอบการจะเลือกทำการตลาดด้วยการออกบูธแสดงสินค้าเพื่อขายสินค้าและประชาสัมพันธ์กิจการ แถมไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินทำโฆษณารูปแบบอื่นด้วย เพราะทางผู้จัดงานจะดำเนินการทั้งหมดให้เอง

เงินลงทุนเป็นปัจจัยที่สำคัญในการทำการตลาด เป็นสิ่งที่ผลักดันให้แผนการทำการตลาดประสบความสำเร็จ ซึ่งกิจการที่ต้องฟื้นฟู ต้องอาศัยแนวทางในการทำการตลาดที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ดังที่กล่าวมาข้างต้น โดยวิธีการเหล่านี้สามารถช่วยผู้ประกอบการได้มาก แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้ประกอบการด้วย

ช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในกิจการอุตสาหกรรม

กิจการอุตสาหกรรมเป็นกิจการที่ใหญ่

อยู่ในรูปของห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือรูปแบบบริษัท มุ่งเน้นไปที่ด้านการผลิตสินค้า หรือมุ่งเน้นไปทางด้านการให้บริการ เช่น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมด้านการคมนาคม ส่วนในกลุ่มของอุตสาหกรรมด้านการผลิต มีดังนี้ อุตสาหกรรมเครื่องหนัง อุตสาหกรรมเครื่องประดับ อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมเครื่องตกแต่งบ้าน อุตสาหกรรมเหมืองแร่ อุตสาหกรรมผ้า เป็นต้น

ตลาดอุตสาหกรรม ผู้ที่มาซื้อสินค้าไม่ใช้ผู้ซื้อโดยทั่วไป แต่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ หรือหน่วยงานราชการ ที่จะเข้ามาจัดหาสินค้าและบริการต่างๆเพื่อนำไปผลิตสินค้าแล้วนำไปจำหน่ายอีกทอดหนึ่ง เนื่องจากองค์กรธุรกิจต่างๆไม่ได้เพียงแต่ขายสินค้าเท่านั้น ยังต้องอาศัยชิ้นส่วนประกอบ โรงงาน เครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งผู้ที่จัดจำหน่ายต้องเข้าใจถึงความต้องการขององค์กรต่างๆ ซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละองค์กร และแตกต่างจากบุคคลทั่วไป

ในการผลิตสินค้าของกิจการอุตสาหกรรมจะต้องซื้อวัตถุดิบมาแปรสภาพให้เป็นสินค้าสำเร็จรูปโดยมีคนงานช่วยผลิต และมีค่าใช้จ่ายในการจ้างงาน นอกจากนี้ยังต้องจ่ายในส่วนของค่าไฟฟ้า วัสดุต่างๆที่ใช้ไป เมื่อผลิตสินค้าเสร็จเป็นสินค้าสำเร็จรูปก็จะโอนไปจำหน่ายให้ลูกค้า อาจเป็นทั้งจำหน่ายปลีกหรือจำหน่ายส่งต่อไปซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเช่นเดียวกับกิจการ ซื้อ – ขาย สินค้าตามปกติ

สินค้าและปริมาณเงินจะมีมากอย่างเห็นได้ชัด ในกระบวนการผลิตทั่วไปจะประกอบด้วยหลากหลายขั้น ซึ่งแต่ละขั้นตอนนั้นจะต้องผ่านการจัดหาวัสดุและทำการส่งต่อไปยังโรงงานถัดไป เมื่อผลิตเรียบร้อยแล้วจึงนำไปขายส่งให้กับผู้ค้าปลีกต่อไป และผู้ค้าปลีกจึงนำไปขายต่อให้กับผู้บริโภคในที่สุด  จะเห็นได้ว่าก่อนที่จะเป็นการขายสินค้าให้กับผู้บริโภคครั้งหนึ่งนั้น มีการซื้อขายระหว่างองค์กรต่างๆมากถึง 4 ครั้ง และภาคอุตสาหกรรมจะต้องมีการซื้อขายกันอยู่ตลอดเวลา ทำให้อุตสาหกรรมเป็นตลาดที่ใหญ่และมีมูลค่าในการผลิตที่สูง

ในส่วนของการตลาดภาคอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง ทำให้เป็นเรื่องยากที่องค์กรใหม่ๆจะเข้าไปแทนที่องค์กรเดิมที่มีอยู่แล้วได้ เพราะส่วนใหญ่คู่ข้าจะผูกขาดสินค้าและบริการของกันและกัน ความได้เปรียบและช่วงชิงตลาดจึงต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความเหมาะสมด้านคุณภาพที่ได้ผลิตตัวสินค้าออกไป

 

ความสำคัญของการตลาดที่มีบทบาทต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ

ในสมัยโบราณสินค้าและบริการยังไม่มีหลากหลายส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่มีความจำเป็น ต่อการดำรงชีวิตและปัจจัยสี่ การจะได้มาซึ่งสินค้าและบริการนั้น แต่ละคนก็จะนำ สินค้า ของตน ไปแลกเปลี่ยนกันในลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น ใช้สินค้า แลกสินค้าหรือใช้สินค้า แลกเงิน การแลกเปลี่ยนนั้นจะกระทำกันในสถานที่ใดที่หนึ่งที่เรียกว่า “ตลาด” ซึ่งหมายถึง สถานที่ที่ มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย แต่เมื่อสังคมเจริญก้าวหน้ามากขึ้นเกิดการเพิ่มขึ้นของประชากรส่งผล ให้เกิดความต้องการในสินค้าประเภทต่างๆและ บริการเพิ่มขึ้น ประกอบกับความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและระบบสื่อสาร ในปัจจุบันที่ทำให้การซื้อขายไม่จำเป็นต้องนำสินค้าไปแลกเปลี่ยนกันให้ยุ่งยาก เพราะสามารถซื้อขาย กันได้โดยการเจรจาตกลงกันเอง หรือใช้ระบบสื่อสารติดต่อกันได้ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น การแฟ็กข้อความซื้อสินค้า โทรศัพท์ โทรเลข จดหมาย ฯลฯ การซื้อขายในลักษณะนี้เรียกว่า  ตลาด

การตลาดกับเศรษฐกิจ
การตลาดได้เข้ามามีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงหลายๆ ประการของเศรษฐกิจ ดังเช่น
1. มีการเพิ่มงานอาชีพได้มากขึ้น
เมื่อการผลิตขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีมากขึ้น ผู้ผลิตจำหน่ายได้ด้วยกิจกรรมทางการตลาด จะเกิดความต้องการแรงงานบุคลากรเข้าไปเพิ่มในภาคการผลิต โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เปิดกิจการเพิ่มขึ้น โรงงานเดิมขยายกิจการ ต้องการแรงงานเพิ่ม และเกี่ยวเนื่องไปถึงธุรกิจผลิตอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งแหล่งวัตถุดิบ กิจการผลิตอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ต่อเนื่องไปถึงการขยายตัวของตำแหน่งงานต่างๆ ในภาคการตลาดและธุรกิจอื่นๆ
2. ประชาชนมีรายได้สูงขึ้น
มื่อมีงานอาชีพใหม่ๆ ตำแหน่งงานเพิ่มขึ้น อัตราการว่างงานลดลง ประชาชนมีงานทำ มีรายได้กันทั่วหน้าย่อมมีกำลังซื้อที่จะไป จับจ่ายซื้อสินค้าบริการมาตอบสนองความต้องการ ผู้คนไม่อดอยาก การขยายตัวดานการผลิต การทำธุรกิจต่างๆ ทำให้เกิดความต้องการด้านบุคลากรสูงจนต้องแข่งขันกันในการแย่งบุคลากร ที่มีประสิทธิภาพ ต้องจ่ายค่าจ้างแรงงานในอัตราที่สูงขึ้นๆ
3. การแข่งขันทางการตลาด ทำให้ต้นทุนของสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น
สิ่งจูงใจจากผลตอบแทนกำไรในการประกอบธุรกิจต่างๆ ทำให้เกิดคู่แข่งขันเพิ่มขึ้นในตลาดผลิตภัณฑ์หนึ่งๆ คู่แข่งขันต่างพยายามสรรหากิจกรรมทางการตลาดรูปแบบใหม่ๆ มาเรียกร้องความสนใจของลูกค้า เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความพึงพอใจมากขึ้น ซึ่งผู้ผลิต ผู้ขาย จะพยายามผลักภาระไปสู่ผู้บริโภคปลายทาง ทำให้ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าสินค้าบริการต่างๆ ในราคาที่สูงขึ้น

การวิเคราะห์ปัจจัยด้านอุตสาหกรรมการตลาด

ตลาดอุตสาหกรรมนั้น โดยทั่วไปแล้วจะมีการซื้อขายกันในลักษณะของการทำสัญญาตกลงซื้อขายกันล่วงหน้าก่อนที่จะซื้อสินค้าหรือใช้บริการจริง เพื่อที่ผู้ซื้อจะสามารถควบคุมราคางต้นทุนและงบประมาณในการประกอบธุรกิจของตนเอง และกำหนดกำหนดแผนงานด้านการตลาด และกำหนดราคาสินค้าและบริการของตนเองที่จะนำออกขายในท้องตลาดในอนาคตได้อย่างถูกต้องเหมาะสม การเลือกอุตสาหกรรมที่จะลงทุน สิ่งสำคัญจะต้องรู้ว่าอุตสาหกรรมนั้นอยู่ในช่วงใดของวงจรชีวิต เพื่อที่จะได้ตัดสินใจอย่างถูกต้อง ขึ้นอยู่กับความสนใจของผู้ลงทุนที่แตกต่างกันออกไป

การวิเคราะห์ภาวะการแข่งขันเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ผู้ลงทุนจะวิเคราะห์อุตสาหกรรม เพื่อพิจารณาว่าแต่ละอุตสาหกรรมนั้นมีความแข็งแกร่งทางด้านการแข่งขันเพียงใด และสามารถนำมาพิจารณาศักยภาพในการทำกำไรในระยะยาวได้ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนต่อไป การวิเคราะห์ภาวะของอุตสาหกรรมของบริษัทที่สนใจลงทุน ว่ามีลักษณะและแนวโน้มที่ดีหรือไม่ โดยพิจารณาจากอัตราการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมช่วงวงจรชีวิตของอุตสาหกรรม รวมถึงภาวะการแข่งขันในอุตสาหกรรม และคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมนั้นๆในอนาคตเพื่อประกอบการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม

การวางแผนการขายและการตลาดนั้นยากที่จะประสบความสำเร็จ หากท่านขาดซึ่งความสามารถในการวิเคราะห์สภาพตลาด การแข่งขันและที่สำคัญคือไม่สามารถที่จะกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ชัดเจนได้ หรือไม่รู้ว่าลูกค้าของท่านต้องการอะไร  ตรงกันข้ามหากท่านเข้าใจสภาพแวดล้อมทางการตลาด สภาพการแข่งขันและลูกค้าเป็นอย่างดีแล้ว โอกาสที่ท่านจะประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจนั้นเป็นมีสูงมาก

ปัจจัยที่บ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมมีความสัมพันธ์กับวัฎจักรธุรกิจมากเพียงไร คือ ยอดขายของสินค้าหรือบริการไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร การบริโภคก็ยังคงมีความจำเป็นเพื่อดำรงชีวิตอยู่ ในขณะที่ยอดขายของอุตสาหกรรมประเภทก่อสร้าง ยานยนต์ การขนส่ง มีความสัมพันธ์กับวัฏจักรธุรกิจสูง เนื่องจากปริมาณการบริโภคในสินค้าหรือบริการเหล่านี้ อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ยังเป็นผลมาจากต้นทุนการดำเนินการ และต้นทุนทางการเงิน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้เงินกู้สูง จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยมาก ผู้ลงทุนควรกำหนดกลยุทธ์ในการลงทุน โดยพิจารณาจากความสัมพันธ์กับวัฏจักรธุรกิจด้วย